ประวัติศาสตร์ของอารยธรรม
ปฐมบทแห่งแอสเทรียลเอร่า
หลังจากการถือกำเนิดของโลกใหม่ใน คริสตศักราช 3000 มนุษยชาติที่รอดชีวิตจากยุคโลกเก่าได้เดินทางกลับมายังดาวเคราะห์ดวงใหม่
เพื่อเริ่มต้นอารยธรรมอีกครั้ง
พวกเขาได้ก่อตั้งอาณาจักรแห่งใหม่ขึ้นภายใต้ชื่อ อาณาจักรเซเลสเทียร์
ระบบการนับเวลาของเซเลสเทียร์จึงใช้ควบคู่กับคริสตศักราชใหม่มาตลอด
และกลายเป็นปฏิทินมาตรฐาน
สงครามจักรวาลครั้งที่
1 The First Universal War
หลังการสถาปนาอาณาจักรได้ไม่นาน
จักรวาลต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากสิ่งมีชีวิตต่างด้าวที่ พวกมันเดินทางข้ามมิติ
เข้ารุกรานจักรวาลต่าง ๆ เพื่อยึดทรัพยากร พลังงานจักระ (Core Pulse) และแหล่งกำเนิดชีวิต (ต้นมูน)
เป้าหมายหลักคือเซเลสเทียร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยี เวทมนตร์
และพลังจักระของจักรวาล
ภัยสงครามครั้งนี้ทำให้ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกอาณาจักร
และทุกดาวเคราะห์ต้องรวมตัวกันเป็น สหพันธรัฐจักรวาล เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ตลอดสงคราม มีการพัฒนาอาวุธเวทมนตร์ เทคโนโลยีอวกาศ อัศวิน
และกองเรือรบระดับดาราจักรจำนวนมหาศาล
สงครามดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 4 ปี
สุดท้ายกองทัพพันธมิตรสามารถทำลายศูนย์บัญชาการของคนต่างด้าวได้สำเร็จ
สงครามจึงสิ้นสุดลงด้วย ชัยชนะอันสมบูรณ์ของเซเลสเทียร์ และอาณาจักรอื่น ๆ
หลังสงคราม อาณาจักรต่าง ๆ ได้ลงนามใน สนธิสัญญาสันติภาพแห่งแอสเทรียล
ซึ่งห้ามการสร้างอาวุธทำลายล้างระดับจักรวาล
และก่อตั้งกองกำลังพิทักษ์จักรวาลร่วมกัน
ยุคสมัยของอารยธรรม
1. ยุคโลกเก่า
Old World
Era โลกแห่งเวทมนตร์
วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่รุ่งเรืองที่สุด
มนุษย์สามารถผสานเวทมนตร์เข้ากับวิทยาการจนเกิดสิ่งมหัศจรรย์มากมาย เช่น เมืองลอยฟ้า เครื่องยนต์พลังจักระ ประตูมิติ ปัญญาประดิษฐ์เวทมนตร์ หุ่นยนต์ชีวจักร
ยุคนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรมมนุษย์ แต่โลกก็เดินทางมาถึงจุดจบ
เมื่อโลกกำลังจะแตกดับใน ศักราช 5000 มนุษย์บนโลกจึงได้ย้ายหนีไปยังอวกาศ เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า
มหาวินาศโลกเก่า (The Great Fall)
2. ยุคอวกาศ
Space
Migration Era มนุษย์ที่รอดชีวิตอพยพขึ้นสู่อาณานิคมอวกาศ
พวกเขาสร้าง เมืองวงแหวนรอบ ๆ
ปราสาทกลางฟ้า นครกลางฟ้า ยานแม่ระดับทวีป ระบบสร้างแรงโน้มถ่วงเทียม
มนุษย์เริ่มใช้ทั้งเวทมนตร์และวิทยาศาสตร์ร่วมกันเพื่อความอยู่รอด
ยุคนี้เป็นช่วงกำเนิดเทคโนโลยีข้ามดวงดาวและการเดินทางระหว่างกาแล็กซี
3. ยุคโลกใหม่
New World
Era หลังเหตุการณ์บิ๊กแบงครั้งใหม่
จักรวาลเริ่มสร้างดาวเคราะห์และระบบสุริยะขึ้นอีกครั้ง หนึ่งในดาวเคราะห์นั้นคือ
โลกใหม่
โลกใบนี้มีอายุเพียง
คริสตศักราช 3000 จึงยังเป็นดาวเคราะห์ที่อ่อนเยาว์เมื่อเทียบกับโลกเก่า
มนุษย์ยุคใหม่วิวัฒนาการขึ้นบนโลกใบนี้โดยไม่เคยรับรู้ประวัติศาสตร์โลกเก่า
4. ยุคปราสาทกลางฟ้า
Sky Castle
Era เมื่อมนุษย์โลกเก่าค้นพบโลกใหม่
พวกเขาเดินทางกลับมาอีกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนธรรมชาติของโลกใหม่
จึงสร้างเมืองหลวงลอยฟ้าขนาดมหึมา ปราสาทกลางฟ้า (Sky Citadel) ปราสาทแห่งนี้กลายเป็น ศูนย์กลางการปกครอง ศูนย์วิจัย ศูนย์เวทมนตร์ ศูนย์บัญชาการกองทัพ ศูนย์กลางการศึกษาของจักรวาล
มนุษย์โลกเก่าทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำ ถ่ายทอดองค์ความรู้
และวางรากฐานอารยธรรมให้แก่มนุษย์ยุคใหม่
5. ยุครวมสามโลก
Era of
Three Worlds เมื่ออารยธรรมเติบโตเต็มที่
ปราสาทกลางฟ้าถูกขยายจนกลายเป็นโลกขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อทั้งสามอารยธรรมเข้าด้วยกัน
จักรวรรดิแพนดอร่าจึงแบ่งออกเป็นสามทวีปหลัก
เซเลสเทียร์ อาณาจักรแห่งชนชั้นสูง ศูนย์กลางการเมือง การทหาร เทคโนโลยี
และราชวงศ์ ประชากรส่วนใหญ่เป็นมนุษย์โลกเก่า
สเฟียร์ โลกของมนุษย์ยุคใหม่ มีประชากรมากที่สุด เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ
การค้า เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม
ลูเมน ดินแดนแห่งนักปราชญ์ ศูนย์รวมเวทมนตร์ การศึกษา ศาสนา
และงานวิจัยเกี่ยวกับ Core Pulse
ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้สืบทอดสายเลือดจากมนุษย์โลกเก่า
การค้นพบพลังพิเศษ
เมื่อโลกเก่าล่มสลาย มนุษย์ต้องเผชิญสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ทั้ง รังสีจักรวาล พลังงานมิติ สนามแรงโน้มถ่วงผิดปกติ มลภาวะเวทมนตร์ สภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลานาน
เพื่อความอยู่รอด ร่างกายมนุษย์จึงเกิดการวิวัฒนาการตามธรรมชาติ จนไม่ต้องดื่มกิน
หรือขับถ่าย พวกเขาดูดกลืนพลังวิญญาณ และสายใยเวทย์มนต์เข้ามาในตัวเอง
เพื่อควบคุมพลังในร่างกายให้เสถียร
อย่างไรก็ตาม มนุษย์โลกเก่ายังคงเหนือกว่ามนุษย์โลกใหม่ ทั้งด้านพันธุกรรม
ความรู้ และการควบคุมจักระ จึงแบ่งประชากรออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ มนุษย์โลกเก่า คือ
ชาวเซเลสเทียร์ ชาวลูเมน มีศักยภาพในการใช้พลังจักระสูงสุด
และเป็นผู้สืบทอดองค์ความรู้ดั้งเดิม
มนุษย์โลกใหม่ ชาวสเฟียร์ แม้จะมีพลังจักระโดยกำเนิด
แต่ยังต้องอาศัยการศึกษาและการฝึกฝนเพื่อให้เทียบเท่ามนุษย์โลกเก่า
การกำเนิดเทพเจ้า
เมื่อมนุษย์โลกเก่าเดินทางมายังโลกใหม่ พวกเขาได้ช่วยเหลือผู้คนในทุกด้าน
ทั้งการสร้างเมือง การรักษาโรค การควบคุมภัยพิบัติ การถ่ายทอดเวทมนตร์
และการวางรากฐานการปกครอง
ด้วยความรู้และพลังที่เหนือกว่ามนุษย์ยุคใหม่อย่างมหาศาล
พวกเขาจึงได้รับการยกย่องในฐานะ "ผู้ชี้นำแห่งอารยธรรม"
ต่อมา เมื่อโลกใหม่เผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ
การรุกรานจากต่างดาว และความโกลาหลทางสังคม มนุษย์โลกเก่าได้เสียสละปกป้องผู้คน
จนกลายเป็นบุคคลในตำนาน
เมื่อเวลาผ่านไป
เรื่องราวของบุคคลเหล่านี้ถูกเล่าขานและผสมผสานเข้ากับความเชื่อ
จนเกิดเป็นแนวคิดว่าเหล่าผู้ชี้นำมิใช่มนุษย์ธรรมดา แต่คือ "เทพเจ้า" ผู้ประทานปัญญาและคุ้มครองโลก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น